กลุ่มที่ 1
เรื่อง การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย สุขภาพอนามัย
ความรู้ที่ได้รับ
ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย เด็กที่มีสุขภาพดีจะมีพลังในการเรียนรู้ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับครูในการพัฒนาทัศนคติทางบวกให้แก่เด็ก เกี่ยวกับเรื่องของความสะอาดทั้งส่วนตนและส่วนรวม เรียนรู้อาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่า รู้จักเลือกรับประทานและมีความรู้สึกที่ดีในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่ารู้จักเลือกการพักผ่อนที่เหมาะสมกับวัย ตรวจสุขภาพและดูแลสุขภาพ อย่างถูกวิธี น่าจะเป็นตัวร่วมที่ช่วยให้สุขภาพของเด็กแต่ละคนเจริญเติบโตไปได้ด้วยดี เด็กควรได้รับวัคซีนและการดูแลสุขภาพโดยมีผู้ปกครองคอยกระตุ้นให้เกิดเป็นกิจวัตรประจำวันเพื่อสุขอนามัยที่ดีเพราะเด็กอนุบาลจะมีพัฒนาการด้านต่างๆดีขึ้นทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ทําให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นใช้มือหยิบจับและใช้งานในกิจกรรมต่างๆได้ดีขึ้น มีอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองตามวัยแต่ยังขาดความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งผู้ปกครองครูผู้ดูแลเด็กสามารถยกระดับคุณภาพการดูแลส่งเสริมโภชนาการเด็กโดยมีกิจกรรมหลักที่สำคัญเช่นการประเมินพัฒนาการของเด็กควรยึดหลักดังนี้
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจําวัน
4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก
5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลายและเหมาะกับเด็ก
กลุ่มที่ 2
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่) ของเด็กปฐมวัย การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ความรู้ที่ได้รับ
พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็ก หมายถึง การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทักษะทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหว รักษาสมดุลของร่างกายและการควบคุมการทรงตัวได้ดี รวมถึงช่วยประสานสัมพันธ์ของร่างกายให้ทำกิจกรรมได้อย่างคล่องแคล่ว
พัฒนาการค้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
1. พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพ ได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง และการกระโดด
เครื่องมือและตัวอย่างที่นิยมใช้ในการประเมินความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยคือการสังเกตพฤติกรรมซึ่งเป็นวิธีที่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูใช้กันมากที่สุด เพราะสามารถทําได้ง่ายและช่วยให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กได้ดีกว่าวิธีอื่นๆการบันทึกพฤติกรรมที่ได้จากการสังเกตมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ต้องทําอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่อง
กลุ่มที่ 3
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย - ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือตา เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของร่างกายได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน และเพื่อวางรากฐานในการใช้มือที่ถนัดและเตรียมความพร้อมที่จะเขียนและอ่านต่อไป แต่ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันให้เด็กฝึกการเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กเกิดความเครียดและไม่มีความสุขในการเขียน และอาจมีผลในเชิงลบต่อการเรียนรู้ทักษะทางภาษาในอนาคตต่อไปด้วย
เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็ก
การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สามารถใช้วิธีการต่างๆ ได้หลายรูปแบบ
การรวบรวมข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการวิรีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่ มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. การสังเกต (Ovservation)
2. การสังเกตโดยอ้อม (Indirect obscrvation)/
3. แบบบันทึก (Aneedotal records)
4.การใช้แบบทดสอบ (Test)แบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher -made)
2.แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test)
5. การใช้แบบประเมินพัฒนาการ หรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)
6. แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)แฟ้มสะสมงาน
7. การสัมภาษณ์ (interview ประโยชน์ในการทำความเข้าใจเด็กแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1.การสัมภาษณ์แบบมี โครงสร้าง
2.การสัมภาษณ์แบบไม่มีไครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ
3.การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
8. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
ความรู้ที่ได้รับ
ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งเพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิตเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคตขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้เหรือเรียกว่า “บุคลิกภาพ” หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจดี เด็กจะยอมรับนับถือตนเอง ได้รับการยอมรับจากผู้อื่นและเด็กก็จะมีความสุขตามมาเมื่อเด็กมีความสุขเด็กจะมีกำลังใจมีแรงจูงใจในการงานตามที่มุ่งหวังและสามารถทนต่อความขัดแย้งได้ดีทำให้ประสบความสำเร็จ ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้ตามขั้นตอนพัฒนาการเด็กจะรู้สึกเป็นปมด้อยและจะทำงานในขั้นตอนพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยาก
วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจ ประกอบด้วยการประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสนใจ/ความสามารถ/และมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิดความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปันตลอดจนการประหยัดอดออม และพอเพียง
การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม
ความรู้ที่ได้รับ
ความสําคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัยเพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคมนอกจากนี้ยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในการปรับตัวในด้านต่างๆ สังคมในอดีตและปัจจุบันส่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจรวมทั้งพฤติกรรมของเด็กช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและถ้าความต้องการของตนเองหรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตัวอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข
การทํา สังคมมิติ เป็นเครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน
การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเล่นของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสที่จะอธิบายหรีอแสดงออกถึงจุดมุ่งหมายและความต้องการของตนเองได้เรียนรู้รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นเรียนรู้สิ่งแวดล้อมเรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่นช่วยสร้างความสัมพันธ์การอยู่ ร่วมกับผู้อื่นและธรรมชาติรอบตัวเป็นการแสดงออกของพฤติกรรการเรียนรู้ ครูจึงไม่ควรมองข้ามการเล่นของเด็กและสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้การเล่นทุกรูปแบบล้วนมีผลต่อพัฒนาการของสมองเด็กซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องเปิดโอกาสและช่วยให้เด็กได้เล่นหากแต่การทำให้การเล่นของเด็กมีคุณค่าอย่างแท้จริงพ่อแม่จะต้องมีความ เข้าใจในหลักการสำคัญก่อน
1 . การเล่นจะต้องเริ่มต้นโดยเด็ก
2 .การเล่นนั้นจะต้องสนุกและมีความสุข
3 .การเล่นจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก
4 .การเล่นต้องมีความปลอดภัย
5 .เพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของเด็ก คือ พ่อแม่
กลุ่มที่ 7
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะการการคิดของเด็กปฐมวัย
ความรู้ที่ได้รับ
การจัดประสบการณ์ที่สร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
1. กิจกรรมการเล่น ช่วยสร้างเสริมริการคิดได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่นการเล่นบทบาทสมมติที่เด็กจะได้แสดงออกทาง ความคิด การเรียนรู้ ความคิดรวบยอด และสร้างสรรค์
2. กิจกรรมศิลปะเป็นสื่อที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์เพราะทําให้เกิดเอกภาพแห่งจินตภาพภายในของเด็กการสร้างจินตนาการที่เด็กพยายามสร้างความรู้ด้วยตนเอง
3. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การร้องเพลงและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระและเป็นจังหวะไป กับดนตรี จะช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นและความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์และความคิด การ สะท้อนการคิดการวิเวิคราะห์และการสนองตอบต่อดนตรีที่หลากหลาย
การประเมินพัฒนาการด้านทักษะการคิดโดยการใช้แบบทดสอบ เช่นแบบทดสอบวัดการคิดเชิงเหตุผลด้านการเปรียบเทียบ การจำแนกประเภทหรือการหาความสัมพันธ์
ทักษะการคิดสําหรับเด็กปฐมวัยจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เด็กเล็กๆ จะเริ่มต้นพัฒนาความสามารถในการเผยแพร่ความรู้สึกที่ได้รับจากการสืบค้นสามารถอธิบายผลงานจากการเขียนหรือการวาดภาพซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถทางสติปัญญาและภาษาของเด็ก
กลุ่มที่ 8
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

.jpg)
ความรู้ที่ได้รับ
กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ เป็นวิธีการคิดอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย เมื่อบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เริ่มจากการค้นพบปัญหาพร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น การตั้งสมมติฐานและผลที่ได้รับคือคําตอบ ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และจะนําไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นผลงานต่าง ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งมีการปรับปรุง สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ ความคิดสร้างสรรค์จะช่วยลดความเครียดให้แก่เด็กมีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง
กลุ่มที่ 10
ทักษะความสามารถด้านคณิตศาสตร์พื้นฐาน ความรู้ที่ได้รับ
ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยเป็นทักษะที่ครูควรจะส่งเสริมให้กับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทักษะสําคัญที่ควรส่งเสริมเป็นพื้นฐานได้แก่ ทักษะการจํา แนกเปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ การเรียงลําดับ และการวัดซึ่งสามารถจัดให้อยู่ในรูปของกิจกรรมต่างๆได้อย่างหลากหลายและเป็นไปตามธรรมชาติสอดคล้องกันกับกิจวัตรประจําวันของเด็กก็จะเป็นการช่วยวางรากฐานและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่สําคัญให้กับเด็กปฐมวัย
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านคณิตศาสตร์
1. การบันทึกรายวัน เป็นบันทึกรายวันที่เกี่ยวกับประสบการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
2. ระเบียนพฤติการณ์ มักใช้เพื่อบันทึกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ
3. การเลือกบันทึกเฉพาะด้าน เป็นการเลือกบันทึกลักษณะเฉพาะอย่างของโปรแกรมที่จัดในโรงเรียน เช่น การสนทนาของเด็กขณะรับประทานอาหารกลางวัน
4. มาตรประเมินพฤติกรรม มาตรประเมินค่า และแบบตรวจสอบ มักใช้ในการประเมินพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก อาจมีระดับตั้งแต่ ต่ํา ปานกลาง และสูง แสดงลําดับการพัฒนาขึ้นหรือค่าที่สูงขึ้น แต่ครูผู้ใช้มาตรต่างๆ ครูอาจสร้างเองโดยอาศัยเป้าหมายการเรียนคณิตศาสตร์
กลุ่มที่ 11
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ความรู้ที่ได้รับ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัยเป็นการตอบสนองและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในการเรียนรู้โลกธรรมชาติรอบตัวและพัฒนาทักษะทางสติปัญญาต่างๆเนื่องจากเด็กในระดับปฐมวัยมีพฤติกรรมธรรมชาติของการสืบเสาะหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์อยู่ในตนเอง การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด ให้ได้ทั้งกระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเด็กในด้านต่างๆ
การประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย
1. การประเมินด้านเจตคติ เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้มีเจตคติที่ดีต่อวิยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
2.การประเมินด้านทักษะหรือความสามารถเด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้มีทักษะหรือความสามารถในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
3. ด้านความคิดรวบยอด เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้มีความคิดรวบยอดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยสาระสําคัญที่เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้
กลุ่มที่ 12
พหุปัญญา ความรู้ที่ได้รับ
พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมาในรูปแบบต่างๆจะค้นหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคมซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองของแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตดต่างกันไปทั้งในจุดเด่นและจุดด้อยซึ่งความสามารถทางพหุปัญญาจำแนกออกเป็น 9ด้าน ได้แก่
1.ปัญญาด้านภาษา
2. ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์
3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
5. ปัญญาด้านดนตรี
6. ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์
7. ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา
9. ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ






.jpg)












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น